7อาหารเพิ่มความฟิตเตรียมรับศึกหนัก

หนุ่มๆ หลายคนเมื่อเริ่มอายุมากขึ้น มักจะมีการประสบกับปัญหาความอ่อนล้า ไม่ฟิตปั๋งเหมือนตอนวัยรุ่น ซึ่งนั่นคือเป็นเรื่องปรกติ ยิ่งสำหรับคนที่ไม่มีเวลาออกกำลังกายแล้วด้วย ยิ่งไปกันใหญ่ สมรรถภาพทางเพศก็จะลดลงไม่เหมือนเดิม ดังนั้นสิ่งที่จะเป็นตัวช่วยเพื่อที่จะให้คุณกลับมาเป็นเหมือนเดิมนั้น มีอาหารอยู่ 7 อย่างที่หาได้ไม่ยากและดีต่อสุขภาพ คือ

  1. อัลมอนด์ ธัญพืชประเภทถั่วชนิดหนึ่งที่ถือว่าเป็นซุปเปอร์ฟู๊ด เพราะเป็นแหล่งรวมของโปรตีน และกรดอะมิโนที่มีประโยชน์ย่อยง่าย ร่างกาสามารถนำไปใช้ได้ทันที เป็นแหล่งไขมันชั้นดีช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ให้เลือดไหลเวียนในร่างกายได้ดี นอกจากนี้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อสมรรถภาพทางเพศโดยตรง
  2. กระเทียม สมุนไพรที่มีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อสมรรถภาพทางเพศโดยตรง
  3. แตงโม ผลไม้ที่ได้รับฉายาว่า ไวอากร้าจากธรรมชาติ เพราะเนื้อแตงโม และเปลือกแตงโมมีสาร ซิทรูลลีน ออกฤทธิ์คล้ายยาไวอากร้า และนอกจากนี้ผลไม้ชนิดนี้เป็นผลไม้ที่ทานแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นอีกด้วย ช่วยกระตุ้นระบบประสาทให้สนองต่อการรับรู้ได้ไวขึ้น จึงทำให้รู้สึกเสียวซ่านได้มากขึ้นในเวลามีเซ็กส์อีกด้วย
  4. อะโวคาโด ผลไม้รสหวานที่มีความมัน ในทางโภชนาดการถือว่า ผลไม้ชนิดนี้เป็น ซุปเปอร์ฟู๊ดอย่างหนึ่ง เพราะมีสารออาหารที่มีประโยชน์หลายอย่าง รวมถึงช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศด้วย ดังนั้นหากทานเป็นประจำจะทำให้น้องชายแข็งตัวและกระปรี้กระเปร่าระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  5. ดาร์กช๊อกโกแลต ซึ่งจัดได้ว่าเป็นอาหารที่เป็นตัวทีเด็ดในการเพิ่มพลังทางเพศของหนุ่มๆเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะดีต่อระบบการไหลเวียนโลหิตในร่างกายแล้วนั้น ยังมีสารที่ช่วยออกฤทธิ์กระตุ้นความต้องการทางเพศและสารที่ช่วยกระตุ้นความตื่นเต้นและความรู้สึกดีๆ จากการได้ร่วมรัก จึงสอดคล้องกับการวิจัยว่าหากคู่รักใดที่กินดาร์กช๊อกโกแลตเป็นประจำ จะมีความสุขเรื่องบนเตียงมากกว่าคู่รักที่ไม่ได้ทานเป็นประจำ
  6. ผักโขม เป็นผักที่จัดได้ว่าเป็นซุปเปอร์ฟู๊ด อีกชนิดหนึ่ง เพราะเป็นแหล่งวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน และไฟเบอร์ชั้นดี อีกทั้งยังช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย นอกจากนี้ยังบำรุงสมองและระบบประสาทที่ช่วยเพิ่มการรับรู้ ดังนั้นการรับประทานเป็นประจำจะทำให้รู้สึกเสียวซ่านและมีความสุขมากขึ้นทุกครั้งที่มีกิจกรรมร่วมรัก
  7. กระชายดำ จัดเป็นสมุนไพรไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ที่มีการนำมาสกัดเป็นอาหารเสริมและยาชูกำลังมากมายในท้องตลาด

 

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

ดาบสองคม

โรคร้ายโรคติดต่อบนโลกนี้มีหลายชนิดหลายโรค แต่โรคใหม่ที่เกิดขึ้นและกำลังเป็นสิ่งน่ากลัวของหลายคน  ของหลายประเทศในเวลานี้  คือ โรคโควิด 19 

จากการระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทยเรา  เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายหลายหน่วยงานเข้าให้ความช่วยเหลือ  คนที่มีผลกระทบโดยตรง  รวมทั้งทุกคนในประเทศด้วย  การช่วยเหลือแต่ละหน่วยมีหลายรูปแบบ  การช่วยเหลือเป็นสิ่งที่ดีแสดงถึงความสามัคคีกันของคนในชาติ  แสดงถึงความมีน้ำใจให้แก่เพื่อนร่วมชาติ  ที่มอบให้กับผู้ที่เดือนร้อน 

ทั้งเรื่องของอาหาร  เงินทอง  มีหลายร้านที่ออกมาทำอาหารแจกให้กับทุกคนที่มีความต้องการ  รวมไปถึงการแจกข้าวสารอาหารแห้ง  ที่ทุกคน  ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานในเวลานี้  เพราะเราเองต้องยอมรับว่าคนหาเช้ากินค่ำในประเทศเรายังคงมีจำนวนมาก  เมื่อโรคระบาด  การออกมาทำงานก็ลำบากรวมไปทั้งงานบางงานก็หยุด  ทำให้ขาดรายได้มาเลี้ยงครอบครัว  การที่มีคนมามอบข้าวสาร  มอบไข่ไก่ให้  จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ 

ทำให้มีผู้คนจำนวนมากมายืนรอกันจำนวนมากเพื่อมารอรับของแจก  ถึงแม้นว่าจะจัดระยะห่างให้อยู่ห่างกัน  แต่ด้วยความต้องการของคนเรามีมาก  ของแจกอาจไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ที่มารอ  ทำให้ผู้คนต่างต้องแย่ง  ยืนเบียดกันมาก  บางคนมาแทรกแถวคนอื่น  ทำให้เกิดการโต้เถียงกันมากขึ้น  เมื่อพูดคุยกัน  โต้เถียงกัน  บางช่วงหน้ากากที่สวมมาก็หลุดลงมาบ้าง  การยืนติดกัน  ผลักกันบ้างเป็นการถูกตัวสัมผัสตัวกัน  ยิ่งเกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อมากขึ้น  เพราะโรคนี้ติดต่อได้ทางระบบหายใจในระยะใกล้ชิดกัน  รวมทั้งติดต่อกันทางสารคัดหลั่ง  ยิ่งเป็นความเสี่ยงมากที่อาจทำให้การระบาดของโรคแพร่กระจายได้เร็วมากขึ้น  

การแจกของมอบสิ่งของให้กับผู้ที่ได้ผลกระทบ  เป็นสิ่งที่ดี  สิ่งที่ควรทำในเวลาแบบนี้  เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นมีค่ากับหลายครอบครัวที่ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง  การที่ผู้ที่เลี้ยงตัวเองได้หรือมีมากอยู่แล้วจะมามอบให้กับผู้ที่มีน้อยเป็นสิ่งที่ดีมาก  แต่มันก็เหมือนกับดาบสองคม  เพราะทำให้ผู้คนมารวมตัวกันมากขึ้น  ทุกคนก็หวังอยากได้  กลัวสิ่งของหมดก่อน  มันกลายเป็นว่าอาจทำให้คนติดเชื้อจำนวนมากขึ้นก็เป็นได้  เพราะเราไม่รู้เลยว่าแต่ละคนมาจากไหนบ้าง  มีเชื้ออยู่หรือไม่

คงเป็นสถานการณ์ที่ต้องคิดวางแผนกันใหม่  สำหรับผู้ที่จะมามอบของให้กับผู้ที่มีผลกระทำ  ต้องคิดหาทางเลือกที่ดีที่สุดให้เกิดประโยชน์กับทุกคนให้มากที่สุด

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยหุ้น

ทำความรู้จักเกี่ยวกับหูว่ามีหน้าที่อะไรบ้าง

พูดถึงหูแล้วนั้นทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วและว่า หู  เป็นอีกหนึ่งอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่ในการได้ยิน แต่รู้หรือไม่ว่า นอกจากจะทำหน้าที่ในการยินแล้วแล้วนั้น หูยังช่วยให้เราสามารถทรงตัวและเคลื่อนไหวได้อย่างปกติอีกด้วย ซึ่งถ้าหากเกิดความผิดปกติภายในหูแล้วนั้นก็อาจจะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หรือเกิดอาการบ้านหมุนได้ เรามาดูกันสิว่าโครงสร้างของหูนั้น

ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และแต่ละส่วนนั้นทำหน้าที่อะไรกันบ้าง หูนั้นเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่ในการได้ยิน และการทรงตัว ซึ่งจะทำงานด้วยพลังงานกลและพลังงานไฟฟ้าซึ่งจะส่งกระแสไฟฟ้าหรือพลังงานกลไปสู่สมองโดยตรง ทำให้การได้ยินและการทรงตัวเป็นไปอย่างอัตโนมัตินั้นเองและเมื่อใดก็ตามที่หูข้างใดข้างหนึ่งเกิดอาการผิดปกติ ก็จะส่งผลต่อการได้ยิน เช่น มีอาการหูอื้อ เจ็บหู หูหนวก หรือไม่สามารถทรงตัวได้ เมื่อเคลื่อนไหวก็จะเกิดอาการโคลงเคลงหรือบ้านหมุน จนทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติได้ หูจึงมีความสำคัญมากกับมนุษย์นั่นเอง

ส่วนโครงสร้างของหู หูมีทั้งหมด 2 ข้าง โดยแต่ละข้างจะมีรูปร่างที่เหมือนกัน แบ่งออกเป็น 3 ชั้น  หูชั้นนอก ประกอบด้วย ใบหู รูหู และเยื่อแก้วหู หูชั้นกลางนั้นจะประกอบไปด้วย ท่อยูสเตเชียน และกระดูกที่สำคัญทั้งหมด สามชิ้น ได้แก่ กระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน หูชั้นใน ก็จะประกอบไปด้วย กระดูกต่างๆและชิ้นส่วนต่างๆที่มีชื่อเรียกเฉพาะ และส่วนหน้าที่ของหูแต่ละส่วนนั้น มาเริ่มจากส่วนแรกที่อยู่นอกสุดเลย คือใบหู ใบหูทำหน้าที่รับ และรวบรวมคลื่นเสียงจากที่ต่างๆ

ให้ผ่านเข้าไปในช่องหูและโครงสร้างของใบหูมีลักษณะทั้งหมดเป็นกระดูกอ่อน และมีรอยหยักตามใบหูซึ่งมีผลต่อคลื่นเสียงในย่านความถี่ต่างๆนั้นเองซึ่งใบหูจะมีอยู่สองข้างเพื่อจะช่วยให้รู้ทิศทางและที่มาของเสียงได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นภายในของหูจะมีต่อมไขมันคอยเคลือบผนังรูหูไว้ไม่ให้แห้ง ทำหน้าที่เพื่อช่วยป้องกันอันตรายจากแมลง ฝุ่นละอองและการติดเชื้อต่างๆจากแบคทีเรียและเชื้อรา

โดยเมื่อไขมันสะสมมากเข้าก็จะกลายเป็นขี้หูนั้นเอง และจะหลุดออกมาเองในที่สุด โดยที่ไม่จำเป็นต้องแคะหูบ่อยจนเกินไป เพราะการแคะหูบ่อยๆเป็นประจำจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันสร้างขี้หูเพิ่มมากยิ่งขึ้น และอาจทำให้ขี้หูถูกดันเข้าไปลึกจนเกิดการอุดตันได้ และส่งผลให้เกิดอาการหูอื้อตามมานั้นเอง ผู้ที่มีอาการได้ยินเสียงไม่ชัดเจน ปวดหู หรือปวดหัว ก็ควรรีบไปพบแพทย์ บางคนร้ายแรงถึงขนาดต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง ไปตลอดชีวิตเลยนะ ดังนั้นหากผิดปกติควรที่จะรีบไปพบแพทย์จะดีกว่า

โรคหนองใน

โรคหนองใน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อเเบคทีเรีย อาจจะเเสดงอาการหรือไม่เเสดงอาการก็ได้ ในกรณีนี้ สามารถเเพร่เชื้อได้ โดยที่ไม่เเสดงอาการใดๆ เป็นโรคที่สร้างความเจ็บปวดเเละทรมานไม่น้อยในทั้งหญิงทั้งชาย เป็นโรคที่เป็นเเล้วใครๆก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เจ็บปวดเเละทรมานมาก เพราะไม่ว่าจะทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันอะไร ก็ทำไม่คล่อง เพราะเจ็บ โรคหนองใน เป็นได้ทั้งผู้หญิง เเละผู้ชาย เป็นโรคที่พบมากที่สุดในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

สำหรับโรคหนองใน ผู้ชายมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิง ผู้ชายจะมีอาการ ปัสสาสะเเสบขัด เเละที่เด่นชัดที่สุดก็คือมีหนองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ อาการของผู้หญิง ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ ตกขาวมีหนองออกมา เเล้วมีกลิ่นเหม็นด้วย ปัสสาวะเเสบเเละขัด หรือบางรายอาจจะลุกลามไปถึงปีกมดลูก ทำไห้ปีกมดลูกอักเสบ โดยที่โรคหนองใน จะมีทั้งโรคหนองในเเท้ เเละ หนองในเทียม หนองในเเท้ จะเป็นสิ่งที่เกิดจากเชื้อเเบคทีเรีย ส่วนหนองในเทียม ก็จะเกิดจากเชื้อเเบคทีเรียเช่นกัน เเต่คนละตัวกับหนองในเเท้ อาการอาจจะคล้ายกัน

เเต่อาการของคนที่เป็นหนองในเเท้ จะรุนเเรงกว่าการเป็นหนองในเทียม ถ้าปล่อยไว้ ไม่ได้รับการรักษา ผู้ชาย อาจจะเป็นหมันได้ เพราะอัณฑะที่ใช้ผลิตเชื้ออสุจิ เกิดการอักเสบ เลยทำไห้เป็นหมันนั่นเอง ส่วนของผู้หญิง ก็ทำไห้เป็นหมันได้เหมือนกันหากไม่ได้รับการรักษา เพราะท่อนำไข่ตีบตันทำไห้ไม่สามารถมีลูกได้ เเต่คนที่มีลูกได้ ก็เสี่ยงที่จะท้องนอกมดลูกสูง

 กรณีของหญิงตั้งท้องที่ติดหนองใน หากไม่ได้รับการรักษา เวลาคลอด ก็ทำไห้เชื้อหนองใน เข้าตาทารกได้ ทำไห้ดวงตาของทารกติดเชื้อ หรือหนักหน่อยทำไห้ทารกตาบอดได้ สำหรับการรักษา หนองในเเท้ ที่มีอาการรุนเเรงกว่า จะต้องฉีดยา เพื่อยับยั้งอาการลุกลามของเชื้อไห้มากที่สุด หนองในเทียม จะไห้ยาปฏิชีวนะ มากิน กินประมาณ3-4สัปดาห์ การดูเเลทำความสะอาดเมื่อเป็นโรคหนองใน คือ ต้องทำความสะอาดอวัยวะเพศอยู่เสมอ เเละเช็ดไห้เเห้ง กินยาตามที่หมอบอก อาการจะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ

 สำหรับใครที่มีอาการดังกล่าว ควรไปตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรปล่อยไห้ลุกลาม เมื่อไปตรวจ หมอจะนัดดูอาการทุกครั้งอย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าเชื้อ หมดไปจากร่างกายหรือยัง เเละไห้ยาตามอาการ จนกว่าจะหายดี เเละควรงดการมีเพศสัมพันธ์ จนกว่าอาการจะหายดี เเละควรกินยาตามที่หมอสั่งอย่าไห้หายขาด ถ้ามีอาการไม่ดีขึ้นหรือผิดปกติ ควรรีบไปพบเเพทย์ทันที เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

ตำนานของความแรงจากอดีตถึงปัจจุบัน Nova Dash 125

สวัสดีเพื่อนๆที่รักการอ่านสายแว๊นกันทุกคนครับ หลังจากที่ได้เขียนเกี่ยวกับ LS 125 ก็มีคนคอมเม้นเข้ามามากมายเลยทีเดียว แล้วมีคำขอเข้าว่า พี่ครับจัดแดชให้หน่อย

วันนี้ก็เลยจะมาจัดตามคำขอเลยละกันนะครับ ฮอนด้าโนวาแดช ตำนานที่ไม่มีใครไม่รู้จัก แน่นอนครับทุกคนรู้จักโนวาแดช เพราะว่ามันเป็นรถโคตรจะฮิตจะใช้คำว่ายอดฮิตก็คงไม่ได้ ต้องใช้คำว่าโคตรจะฮิตน่าจะเหมาะกว่า โนวาแดชเนี่ยเราจะพบเห็นได้มากกว่า LS นะครับยอดขายของมันนี่น่าจะทะลุแสนกว่าคันเลยทีเดียวแล้วขึ้นชื่อว่าตระกูลแดชแล้วเนี่ยจะมีอยู่ทั้งหมดอยู่ 4 รุ่นด้วยกันนั่นก็คือ รุ่นที่หนึ่ง ท่านผู้ชมอาจจะคิดว่าเป็นรุ่นตูดกลมแน่นอน คำตอบคือใช่เป็นรุ่นตูดกลม แต่ตัวแรกจริงๆมันคือตัว 5 เกียร์ที่ไม่มีครัชมือ

เพราะว่าเป็นครัชอยู่ที่ตีน คือเจ้าตัวนี้จะเป็นตัวบุกเบิกซึ่งเจ้าตัวนี้จะเป็นตัวที่พบเห็นได้โคตรรรรรยาก ในชีวิตผมเนี่ยจะเห็นอยู่ประมาณ 4-5 คันเท่านั้นเอง แถวบ้านผมนี่มีนะแต่เห็นไม่ค่อยจะบ่อยเท่าไหร่ ตามต่างจังหวัดก็ไม่ค่อยจะได้เห็นเจ้าตัว 5 เกียร์ แล้วเจ้าตัวนี้มีข้อดีอยู่ 2-3 อย่างคือ มันขี่ง่าย สอง รอบมันไม่ตัดซึ่งคนอื่นที่ขี่แดชที่ไม่ใช่ 5 เกียร์เนี่ยชอบเอากล่องมันไปใส่เพราะบอกว่าเจ้า 5 เกียร์เนี่ยกล่องมันไม่ตัดเหมือนรุ่นอื่น

และราคาค่อนข้างจะถูกกว่าแดชรุ่นอื่น ถ้าเห็นที่ไหนขายหรือเห็นเอามาลงในกลุ่มเฟสบุ๊คเนี่ยราคามันจะถูกกว่าชาวบ้านเลย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรนะผมไม่รู้ว่าความแรงมันพอกันหรือเปล่า ถ้าพูดตามหลักการทดเกียร์แล้วเนี่ย เจ้าตัวนี้น่าจะช้ากว่าขึ้นชื่อว่าโนวาแดชก็คงจะไม่แพ้กันเท่าไหร่ แต่ก็คงจะดมตูดคงแซงไม่ได้ล่ะมั้ง 5เกียร์กับ 6เกียร์ก็ต่างกันอยู่แล้วนะครับ

แล้วก็จะพัฒนามาเป็นรุ่นโนวาแดช 6 เกียร์ครัชมือ ส่วนดีไซต์ก็ก็อปตัว 5เกียร์กันมาเลยเปลี่ยนจากแค่ครัชตีนมาเป็นครัชมือเท่านั้นเอง เจ้าตัวนี้ก็ค่อนข้างที่จะดูแลรักษาง่ายนะครับเรื่องความแรงก็ไม่ต้องพูดถึง ถูกอัพเกรดมาจากตัว 5 เกียร์แรงแน่นอนยังไงก็แรง แต่ก็ถูกพัฒนาให้กล่องมันตัดรอบ ผมก็ไม่รู้นะว่ารถสองจังหวะกล่องตัดรอบมันเป็นยังไง ก็ไม่เคยเจอนะกล่องตัดรอบ ตัดแบบสี่จังหวะหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ แต่ว่าความแรงเนี่ยเขาว่าแรงที่สุดในบรรดาโนวาแดช เจ้าตัวตูดกลมจะแรงกว่าตัวตูดเป็นเป็ดที่เป็นรุ่นสุดท้าย

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  บิ๊กไบค์มือสอง

จุกหูฟัง Inear มีแบบไหนบ้าง

จุกหูฟัง Inear ชนิดต่างๆ

 ในปัจจุบันมีหลายแบบหลายประเภทมาก ไม่ว่าจะเป็นจุก 2ชั้น จุก 3 ชั้น จุกโฟมหรือจุกซิลิโคลน แต่ลักษณะมันจะมีคุณลักษณะเฉพาะคือคุณาภาเสียงมันจะไม่ค่อยเหมือนกัน  

 

จุกหูฟังแบบจุกโฟม

ลักษณะจะอ่อนนุ่มเวลาเราใช้อุดเข้าไปในรูหู จะสามารถเข้ากระชับได้ง่าย มีความยืดหยุ่น ระยะการใช้งานของมันอยู่ที่ 2-3 เดือนจะค่อยๆเสื่อมสภาพไป หูฟังแบบจุกโฟมเหมาะสำหรับคนที่หูเล็กไม่ค่อยได้ใช้งานบ่อยๆ มากนักแนะนำให้ใช้หูฟังแบบโฟม เพราะจะสวมใส่ง่ายยืดหยุ่นสบายฟังถนัด ส่วนเรื่องเสียงก็จะให้เสียงที่นุ่มฟังสบาย เสียงดนตรีไม่หนัก หรือแหลม จนเกินไป สามารถใช้ฟังได้เป็นระยะเวลานานโดยไม่ทำลายเส้นประสาทต่างๆ ของรูหู  

จุกหูฟังแบบจุกซิลิโคลน

ลักษณะจะคล้ายๆ กับลูกหัวกระสุนปืนแต่หัวจะมนๆนิดหน่อยบริเวณหัวจะมีรูเล็กๆอยู่ มีความอ่อนนุ่มเหมือนจุกโฟม สวมใส่ได้ง่ายสบายหู ส่วนมากจุกหูฟังแบบซิลิโคลนจะมีหลายแบบแยกออกไปอีกแต่ระยะเวลาการใช้งานค่อยข้างนานกว่าจุกหูฟังแบบโฟมเนื่องจากมีความคงทนจากวัสดุที่ดีกว่า เสียงที่ออกจากจุกหูฟังแบบซิลิโคลนจะให้เสียงเบสที่มีความหนักแน่นมากขึ้น

เสียงกลางฟังชัดแหลมคมขึ้น จะมีไซด์ เล็ก กลาง ใหญ่ ถ้าอยากได้เสียงแหลมและเสียงเบสลดลง ให้เลือกใช้ขนาดเล็ก แต่ถ้าอยากได้เสียงแหลมลดลงและเพิ่มเสียงเบสให้ได้ยินมากยิ่งขึ้นให้เลือกจุกแบบใหญ่ เพราะความแน่นหรือบาง ขนาดลักษณะต่างๆของมันจะมีผลต่อเสียงที่ออกมา สามารถเลือกใช้ตามขนาดรูหูของเราหรือแบบที่เราถนัดได้เลย 

สรุปหูฟังทั้ง 2 แบบใช้งานได้ต่างกันโดยสิ้นเชิงอยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้แบบไหนหรือชอบเสียงแบบไหนมากกว่ากัน เป็นทางเลือกให้เราเลยก็ว่าได้ หรืออาจจะพกพาจุกเสียงไปพร้อมกันทั้ง 2 แบบ ใว้เผื่อเลือกในยามที่อยากจะใช้ก็สดวกไปอีกแบบยังไงลองเลือกเปลี่ยนจุกหูฟังแต่หละประเภทดูก่อนที่จะเปลี่ยนหูฟังอาจช่วยได้อย่างมากโดยที่เราไม่ต้องไปเสียตังเปลี่ยนหูฟังอันใหม่ แล้วเพื่อนๆ แต่หละคนชอบจุกหูฟังแบบไหนกันบ้าง 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เครื่องช่วยฟัง

5 มาตรการสำคัญป้องกันฝุ่น

5 มาตรการสำคัญป้องกันฝุ่น
กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยค่าฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 ยังคงจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอ แนะ 5 มาตรการสำคัญ สำหรับการคุ้มครองป้องกันแล้วก็ลดผลพวงของฝุ่นที่มีต่อร่างกาย ย้ำทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการเฝ้าระวังดูแลรักษาสุขภาพร่างกายพสกนิกร พร้อมชี้แนะการกระทำตนเพื่อปกป้องตนเอง โดยปฏิบัติการภายใต้ 5 มาตรการสำคัญ ต่อไปนี้

1) เฝ้าระวังแล้วก็แจ้งเตือนภัย ผ่านศูนย์อำนวยการโต้กลับคราวฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และก็สาธารณสุข โดยในตอนนี้มี หน่วยงานสาธารณสุขในระดับจังหวัดแล้วก็เขตสุขภาพ 3 ที่ ได้แก่ จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดลำปาง และจังหวัดแพร่ เปิดศูนย์ดำเนินการโต้ตอบคราวฉุกเฉินทางด้านการแพทย์แล้วก็สาธารณสุข (Public Health Emergency Operation Center : PHEOC) เพื่อเฝ้าระวัง ติดตามเหตุการณ์ ประเมินการเสี่ยงต่อร่างกายแล้วก็ติดต่อประสานงานกับศูนย์กระทำการระดับจังหวัดเพื่อเผยแพร่อย่างเร่งด่วน

2) เฝ้าระวังการเจ็บป่วย ดังเช่น โรคระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจแล้วก็เส้นโลหิต ระบบผิวหนัง ระบบตาแล้วก็อื่นๆและผลกระทบในระยะยาว ตัวอย่างเช่น โรคมะเร็ง รวมทั้งเฝ้าระวังรวมทั้งโต้ตอบข่าวสารที่เป็นเท็จ

3) ติดต่อ สร้างควมรู้เยอะๆ แก่พสกนิกร โดยทำชุดวิชาความรู้และติดต่อชุดวิชาความรู้ผ่านหนทางต่างๆ ในทุกระดับ ปรับปรุงสมรรถนะข้าราชการสาธารณสุข แกนนำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมทั้งอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพฯ (ออส.) รวมทั้งผู้ดูแลคนสูงอายุรวมทั้งผู้มีหน้าที่คอยดูแลเด็กเล็กในระดับพื้นที่ พร้อมลงพื้นที่ให้ความรู้ความเข้าใจแก่พลเมืองสำหรับในการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายแล้วก็การปกป้องคุ้มครองตัวเอง

4) ดูแลรักษาสุขภาพร่างกายแล้วก็เรียบเรียงบริการสาธารณสุข โดยส่งเสริมหน้ากากอนามัย 400,000 ชิ้น แล้วก็เปิดสถานพยาบาลมลภาวะในพื้นที่เสี่ยงครอบคลุมอีกทั้ง 13 เขตสุขภาพ แล้วทำห้องปราศจากฝุ่นผง ปริมาณ 83 ที่ แบ่งเป็นในพื้นที่หมอกควัน ภาคเหนือ ปริมาณ 82 ที่ จังหวัดนนทบุรี 1 ที่ นอกเหนือจากนี้ กรุงเทพฯ ได้ก่อตั้งสถานพยาบาลมลภาวะ corner ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขขึ้นอยู่กับจ.กรุงเทพฯ ปริมาณ 68 ที่

5) มาตรการข้อบังคับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการห้ามเผาในที่โล่งแจ้ง ซึ่งหน่วยงานดูแลได้มีการประกาศระบุพื้นที่ควบคุมเหตุหงุดหงิดรำคาญ ตัวอย่างเช่น จังหวัดเชียงราย จังหวัดกำแพงเพชรและจ.กรุงเทพฯ ได้ติดต่อผสานผ่านกลไกคณะกรรมการสาธารณสุขจังหวัด ขอความร่วมมือหน่วยงานดูแลส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เสี่ยงควบคุมเกิดฝุ่นผงในพื้นที่ภายใต้พ.ร.บ.การสาธารณสุข พุทธศักราช 2535 และที่ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม

ทางด้านแพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย บอกว่า กรมอนามัยได้ออกประกาศเรื่องค่าเฝ้าระวังที่มีผลต่อร่างกายจากฝุ่นขนาดเล็กในบรรยากาศ ซึ่งคือปัญหามลภาวะที่มีความร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝุ่นผงขนาด ไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายของประชากร ซึ่งระดับของผลพวงต่อร่างกายได้ใช้สีเป็นเครื่องหมายเทียบ แบ่งเป็น 5 ระดับ เช่น สีฟ้า (0–25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) สีเขียว (26–38 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) สีเหลือง (38–50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) สีส้ม (51–90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) รวมทั้ง สีแดง (91 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป) โดยถ้าเจอค่าตั้งแต่ระดับสีเหลืองขึ้นไป จะเป็นกลุ่มเสี่ยง ตัวอย่างเช่น หญิงมีครรภ์ เด็ก คนวัยชรา คนป่วย ผู้มีโรคประจำตัว และผู้กระทำงานที่โล่งแจ้ง จำต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ดังนี้ พสกนิกรสามารถติดตามเหตุการณ์ประสิทธิภาพอากาศจากเฟซบุ๊กเพจ “แฟนอนามัย ตั้งใจอากาศ PM2.5” ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างสม่ำเสมอ

กินผักแบบไหนดีกว่ากัน

ไม่ว่าจะอย่างไรเรามักถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ตอนเด็กแล้วว่าควรกินผัก ผักมีประโยชน์มากๆ ต่อร่างกาย ทั้งวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่ร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ อีกทั้งยังมีใยอาหาร ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย แต่ทั้งนี้เรามักจะเห็นผักอยู่ในเมนูอาหารต่างๆ และทั้งเป็นเครื่องเคียงมากับอาหารทั้งในรูปแบบต้มและผักสด ทั้งนี้เราควรเลือกกินผักแบบไหนถึงจะดีต่อเรา วันนี้เราเลยมีข้อมูลเล็กน้อยเกี่ยวกับผัก มาบอกทุกคนกัน

ผักสด โดยทั่วไปจะมีคุณค่าทางโภชนาการดีกว่าผักที่ต้มสุกอยู่แล้ว หมายถึงมีปริมาณสารอาหารมากกว่า เรียกง่ายๆ ว่าคุ้มที่จะทานมากกว่าผักต้มสุก แต่ปัญหาที่เรามักพบอยู่เสมอสำหรับการรับประทานผักสดคือ กลัวสารตกค้างจากที่เกิดจากกระบวนการของเกษตรกร ซึ่งอาจมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชมากเกินไป โดยทั่วไปสารเหล่านี้มักระเหยและถูกชะล้างไปกับน้ำ แต่เมื่อมีปริมาณมากเกินไปก็มีการตกค้างอยู่ในผักนั่นเอง หากล้างไม่สะอาดก็จะได้รับสารเคมีที่ตกค้าง หรือการล้างอาจไม่ช่วยอะไร ซึ่งถ้าหากการรับประทานเป็นประจำ ก็จะทำให้เกิดการสะสมสารพิษในร่างกายได้ นอกจากนี้ ผักสดหลายชนิดจะมีสารบางอย่างที่เป็นพิษ เป็นอันตรายถึงตายได้ เช่น มันสำปะหลังดิบที่ดึงจากดินแล้วนำมารับประทานทันที เนื่องจากมีสารประกอบประเภท

หากท่านอยากรับประทานผักสด ควรล้างให้สะอาด และรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ อย่างไรก็ตามการเลือกทานผักสดหรือต้มสุกนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของผักด้วย เพราะผักบางชนิดรับประทานสุกจะมีประโยชน์กว่า เช่น มะเขือเทศที่ผ่านการปรุงสุกหรือผ่านกระบวนการ เช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ร่างกายจะนำไลโคปีนไปใช้ได้ดีกว่าผลสด

ผักต้มสุก บางครั้งการทานผักสดเลยก็ดูจะโหดร้ายไปสำหรับคนที่ไม่ค่อยชอบทานผัก การทำผักให้สุกจะด้วยการ ต้ม นึ่ง หรือ ลวก จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการทาน แต่การต้มผักอาจจะทำให้คุณค่าทางโภชนาการด้อยกว่าผักสด เพราะสารอาหารบางประเภทไม่ทนต่อความร้อนสามารถละลายได้ไปกับน้ำ แต่ข้อดีของการทำให้สุก คือ จะช่วยลดความเป็นพิษของผักบางอย่างได้ เนื่องจากความร้อนจะทำลายความเป็นพิษบางอย่าง เช่นสารพิษที่มีอยู่ในมันสำปะหลังดิบ เมื่อ นำมาปิ้ง ย่าง หรือเชื่อม ความเป็นพิษก็จะหายไป นอกจากนี้ปัญหาเรื่องความเป็นพิษจากสารกำจัดศัตรูพืชก็จะลดลงไปได้บ้าง การลวกผัก จะช่วยไม่ให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ

จากการวิจัยของ อ.นพ.ไมเคิล รอยเซน และ อ.นพ.เมฮ์เมด ออซ และคณะนักวิจัยพบว่า ผักสุกในรูปผักนึ่ง(steamed veggies) จับกับกรดน้ำดีได้ดีกว่าผักดิบหรือผักสด

คนเรามีวงจรไขมันในเลือดหรือโคเลสเตอรอล 2 วงจร วงจรหนึ่งอยู่ในเลือด(ตับสร้างขึ้น 80% และมาจากอาหาร 20%) อีกวงจรหนึ่งมีการดึงโคเลสเตอรอลจากเลือดเข้าสู่ตับ สร้างกรดน้ำดี และขับออกมาพร้อมน้ำดี

ถ้ากินอาหารที่จับกรดน้ำดีได้มากหน่อยได้แก่ เส้นใย(ไฟเบอร์) ชนิดละลายน้ำ ซึ่งมีมากในข้าวโอ๊ต ผลไม้บางอย่าง เช่น ส้ม แอปเปิ้ล ฯลฯ หรือผักที่มีเมือกลื่น เส้นใยเหล่านี้จะจับกับกรดน้ำดี และขับถ่ายออกไปพร้อมอุจจาระ ช่วยทำให้โคเลสเตอรอลในน้ำดีดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือดใหม่ไม่ได้ ผลคือ ช่วยให้โคเลสเตอรอลในเลือดลดลงได้

สรุปแล้วถ้าในเรื่องของการได้รับคุณค่าทางโภชนาการการทานผักดิบหรือผักสด จะดีกว่าผักต้มสุก แต่ถ้าหากอยากทานผักเพื่อให้ช่วยเรื่องท้องอืดหรือต้องการลดไขมันในเลือด(โคเลสเตอรอล) การกินผักสุกให้มากขึ้นหน่อยน่าจะดีกับสุขภาพมากทีเดียว

ไม่ว่าคุณจะเลือกทานผักแบบไหน แน่นอนว่าการทานผักนั้นดีอยู่แล้ว เพียงแค่คุณเลือกให้เหมาะกับสุขภาพ เหมาะกับชนิดผัก และประโยชน์ที่คุณคาดว่าจะได้รับก็เพียงพอแล้ว

โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เกิดขึ้นได้อย่างไร

โรคติดเชื้อทางเดินอาหารเป็นโรคที่พบได้ง่ายมาก เพราะว่าเราทานอาหารเข้าไปเกือบทุกวัน ซึ่งปฎิเสธไม่ได้หรอกว่าสิ่งที่เราทานเข้าไปนั้นไม่มีแบคทีเรียเลย และด้วยความที่เราแทบที่จะติดเชื้อในทางเดินอาหารได้เกือบทุกวัน ความจริงแล้วทุกคนจึงอาจเคยผ่านการติดเชื้อระบบทางเดินอาหารมาแล้ว

โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร คืออะไร?
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบายว่า โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร หมายถึง การที่อวัยวะในระบบทางเดินอาหารติดเชื้อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นพวกแบคทีเรีย รองลงมาคือเชื้อไวรัสและปรสิต

อาการของโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร
โดยมีอาการหลักๆ คือ การปวดที่ช่องท้อง ไม่มีอาการปวดเฉพาะจุด ร่วมกับอาการท้องเสีย มีไข้ได้ โดยลักษณะอาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทันที เรียกว่า การติดเชื้อเฉียบพลัน

กลุ่มเสี่ยงโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร
เราพบผู้ป่วยเป็นโรคติดเชื้อทางเดินอาหารได้บ่อย และเกือบทุกคนเคยผ่านการติดเชื้อระบบทางเดินอาหารมาแล้ว เช่น อาหารเป็นพิษ ที่เรียกได้ว่าสามารถติดต่อได้ง่าย ระบาดได้ง่าย ในชุมชน
และกลุ่มเสี่ยงได้รับเชื้อก็มีแทบทุกวัย ในผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจทำให้เกิดอาการรุนแรง เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

สาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร
ชาองทางที่เราจะสามาถได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ มักเกิดจากการที่เราบริโภคอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด โดยเชื้อโรคจะปนเปื้อนอยู่ในน้ำ อาหาร และมือ ซึ่งเข้าสู่ปากได้ง่าย เพราะทุกคนต้องทานอาหาร น้ำ ขนม อยู่ในทุกวัน นอกจากนี้เชื้ออาจติดอยู่ที่อุปกรณ์ที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค เช่น ช้อน แก้วน้ำ จาน ชาม

การป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร
การป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินอาหารสามารถป้องกันได้โดยการรักษาสุขอนามัยพื้นฐานจึงเป็นหลัก และหากมีอาการของโรคติดเชื้อทางเดินอาหารจะต้องดูแลไม่ให้เกิดอาการขาดน้ำ และการขาดสมดุลของเกลือแร่ ซึ่งต้องให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสะอาดมากๆ ให้ดื่มเกลือแร่ และจึงรักษาตามสาเหตุแล้วนำมาพบแพทย์ เช่น การติดเชื้อบางชนิดที่อาจต้องได้รับยาฆ่าเชื้อ รวมถึงการดูแลตัวเอง ป้องกันการรับเชื้อซ้ำ และป้องกันการระบาดสู่ชุมชน

เลิกบุหรี่ แฮปปี้กว่าที่คิด

หลายต่อหลายคนคิดว่า บุหรี่ คือ เพื่อนที่ซื่อสัตย์ในเวลาที่เราเครียด เหงา เศร้า หรือ กลุ้มใจ เวลาสนุกก็คิดถึงบุหรี่ เข้าสังคมก็บุหรี่ ก่อนอาหาร หลังอาหารก็บุหรี่ เข้าห้องน้ำต้องสูบบุหรี่ จนกลายเป็นความเคยชิน ซึ่งจริงๆ แล้วพฤติกรรมเหล่านี้ เป็นพฤติกรรมการติดบุหรี่ หรือ โรคติดบุหรี่

รู้กันอยู่แล้วว่า บุหรี่เต็มไปด้วย สารนิโคติน ที่หากร่างกายได้รับนานๆ จะส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด โรคหัวใจ และส่งผลเสียต่ออวัยวะอื่นๆ รวมทั้งควันบุหรี่ยังทำร้ายคนรอบข้างได้อย่าง ร้ายกาจ หรือที่เรียกว่า ควันบุหรี่มือสอง องค์การอนามัยโลก เผยข้อมูลว่า ในควันบุหรี่ 1 ม้วน มีสารเคมีมากกว่า 4000 ชนิด เป็นสารพิษ 250 ชนิด เป็นสารก่อมะเร็งกว่า 50 ชนิด การสูบบุหรี่ยิ่งสูบนานเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงต่อโรคภัยที่บั่นทอนชีวิตให้สั้นลง โดยบุหรี่ทำให้อายุสั้นลงโดยเฉลี่ย 13.2 ปีในผู้ชาย และ 14.5 ปีในผู้หญิง นอกจากนี้ ข้อมูลสำรวจโรคสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ.2560 ยังพบว่า กรุงเทพมหานคร ปี 2559 มีผู้สูบบุหรี่ประมาณ 1 ล้านคน มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากบุหรี่ ประมาณ 6,000 คน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อการเสียเงินในการซื้อบุหรี่มาสูบ ประมาณ 1,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยต่อครั้ง 130,000 บาท ความชุกชั่วชีวิตของภาวะการติดบุหรี่ในประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 14.9 ในปี 2557

บุหรี่นำพาโรคอะไรมาบ้าง?
ในแต่ละปี บุหรี่ได้คร่าชีวิตประชากรทั่วโลก ปีละประมาณ 6 ล้านคน ในจำนวนนี้มีมากกว่า 6 แสนคน เสียชีวิตจากการสูดดมควันบุหรี่ ซึ่งบุหรี่นำมาสู่โรคอันตรายต่างๆ เช่น

  • โรคหัวใจ
  • มะเร็งปอด
  • มะเร็งในช่องปาก
  • มีผลต่อหลอดเลือด
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • มีผลต่อเด็กทารกในครรภ์ ทำให้มารดาตั้งครรภ์เสี่ยงต่อการแท้งบุตร คลอดบุตรเสียชีวิต
  • ทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลง
    เป็นต้น

หากอยากเลิกบุหรี่ทำอย่างไร?
การติดบุหรี่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันได้ บริการช่วยเลิกบุหรี่โดยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์หรือบุคลากรวิชาชีพสุขภาพ เป็นหนึ่งช่องทางในการเลิกบุหรี่ หลายคนเข้าไม่ถึงบริการในการช่วยเลิกบุหรี่ จึงเลือกวิธีการเลิกแบบหักดิบ ซึ่งมีอัตราความสำเร็จต่ำและมีโอกาสกลับไปสูบบุหรี่ซ้ำ ผู้ที่มีภาวะถอนบุหรี่ คือ ผู้ที่หยุดสูบบุหรี่หรือลดปริมาณการสูบบุหรี่ทันที จะมีอาการที่ตามมาด้วยอย่างน้อย 4 อาการ เกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง อาทิ หงุดหงิด เครียด โมโห อาการวิตกกังวล สมาธิไม่ดี มีความอยากอาหารเพิ่ม กระสับกระส่าย ซึมเศร้า นอนไม่หลับ ดังนั้นการได้รับการรักษาจากแพทย์ เป็นทางเลือกที่สามารถเลิกบุหรี่ได้โดยแท้จริง

โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งแพทย์จะประเมินความประสงค์และความพร้อมในการเลิกบุหรี่ ประเมินความรุนแรงของการติดบุหรี่ ปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้สูบบุหรี่ รวมถึงจะได้รับการช่วยเหลือและบำบัดรักษา อย่างเหมาะสม และจะมีการนัดติดตามอาการและผลการเลิกบุหรี่อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันมียาหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพทำให้อัตราการเลิกบุหรี่สำเร็จเพิ่มขึ้น แบ่งเป็น 2 กลุ่ม

สารนิโคตินทดแทน ซึ่งจะช่วยลดอาการอยากบุหรี่ให้ลดลง และลดอาการถอนนิโคติน ในประเทศไทยมียาในรูปแบบหมากฝรั่งและแบบแผ่นติดผิวหนัง

ยากลุ่มที่ไม่มีส่วนผสมของนิโคติน ได้แก่ nortriptyline buproprion SR varenicline ยาเหล่านี้มีฤทธิ์ช่วยลดอาการอยากบุหรี่ได้ และทำให้ผู้สูบบุหรี่สามารถเลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้น โดยทั่วไปผู้ป่วยจะได้รับทานประมาณ 8-12 สัปดาห์
กรณีที่ผู้ติดบุหรี่ได้พยายามเลิกบุหรี่แล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จอาจรู้สึกท้อแท้ได้ เนื่องจากธรรมชาติของโรคติดบุหรี่เป็นโรคเรื้อรังที่เป็นๆ หายๆ ขอเพียงแต่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง ในกรณีดังกล่าวการเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์หรือบุคลากรวิชาชีพทางสาธารณสุข เพื่อรับคำแนะนำหรือรับยาจะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการเลิกบุหรี่เพิ่มขึ้น