โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เกิดขึ้นได้อย่างไร

โรคติดเชื้อทางเดินอาหารเป็นโรคที่พบได้ง่ายมาก เพราะว่าเราทานอาหารเข้าไปเกือบทุกวัน ซึ่งปฎิเสธไม่ได้หรอกว่าสิ่งที่เราทานเข้าไปนั้นไม่มีแบคทีเรียเลย และด้วยความที่เราแทบที่จะติดเชื้อในทางเดินอาหารได้เกือบทุกวัน ความจริงแล้วทุกคนจึงอาจเคยผ่านการติดเชื้อระบบทางเดินอาหารมาแล้ว

โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร คืออะไร?
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบายว่า โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร หมายถึง การที่อวัยวะในระบบทางเดินอาหารติดเชื้อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นพวกแบคทีเรีย รองลงมาคือเชื้อไวรัสและปรสิต

อาการของโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร
โดยมีอาการหลักๆ คือ การปวดที่ช่องท้อง ไม่มีอาการปวดเฉพาะจุด ร่วมกับอาการท้องเสีย มีไข้ได้ โดยลักษณะอาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทันที เรียกว่า การติดเชื้อเฉียบพลัน

กลุ่มเสี่ยงโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร
เราพบผู้ป่วยเป็นโรคติดเชื้อทางเดินอาหารได้บ่อย และเกือบทุกคนเคยผ่านการติดเชื้อระบบทางเดินอาหารมาแล้ว เช่น อาหารเป็นพิษ ที่เรียกได้ว่าสามารถติดต่อได้ง่าย ระบาดได้ง่าย ในชุมชน
และกลุ่มเสี่ยงได้รับเชื้อก็มีแทบทุกวัย ในผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจทำให้เกิดอาการรุนแรง เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

สาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร
ชาองทางที่เราจะสามาถได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ มักเกิดจากการที่เราบริโภคอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด โดยเชื้อโรคจะปนเปื้อนอยู่ในน้ำ อาหาร และมือ ซึ่งเข้าสู่ปากได้ง่าย เพราะทุกคนต้องทานอาหาร น้ำ ขนม อยู่ในทุกวัน นอกจากนี้เชื้ออาจติดอยู่ที่อุปกรณ์ที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค เช่น ช้อน แก้วน้ำ จาน ชาม

การป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร
การป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินอาหารสามารถป้องกันได้โดยการรักษาสุขอนามัยพื้นฐานจึงเป็นหลัก และหากมีอาการของโรคติดเชื้อทางเดินอาหารจะต้องดูแลไม่ให้เกิดอาการขาดน้ำ และการขาดสมดุลของเกลือแร่ ซึ่งต้องให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสะอาดมากๆ ให้ดื่มเกลือแร่ และจึงรักษาตามสาเหตุแล้วนำมาพบแพทย์ เช่น การติดเชื้อบางชนิดที่อาจต้องได้รับยาฆ่าเชื้อ รวมถึงการดูแลตัวเอง ป้องกันการรับเชื้อซ้ำ และป้องกันการระบาดสู่ชุมชน

เลิกบุหรี่ แฮปปี้กว่าที่คิด

หลายต่อหลายคนคิดว่า บุหรี่ คือ เพื่อนที่ซื่อสัตย์ในเวลาที่เราเครียด เหงา เศร้า หรือ กลุ้มใจ เวลาสนุกก็คิดถึงบุหรี่ เข้าสังคมก็บุหรี่ ก่อนอาหาร หลังอาหารก็บุหรี่ เข้าห้องน้ำต้องสูบบุหรี่ จนกลายเป็นความเคยชิน ซึ่งจริงๆ แล้วพฤติกรรมเหล่านี้ เป็นพฤติกรรมการติดบุหรี่ หรือ โรคติดบุหรี่

รู้กันอยู่แล้วว่า บุหรี่เต็มไปด้วย สารนิโคติน ที่หากร่างกายได้รับนานๆ จะส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด โรคหัวใจ และส่งผลเสียต่ออวัยวะอื่นๆ รวมทั้งควันบุหรี่ยังทำร้ายคนรอบข้างได้อย่าง ร้ายกาจ หรือที่เรียกว่า ควันบุหรี่มือสอง องค์การอนามัยโลก เผยข้อมูลว่า ในควันบุหรี่ 1 ม้วน มีสารเคมีมากกว่า 4000 ชนิด เป็นสารพิษ 250 ชนิด เป็นสารก่อมะเร็งกว่า 50 ชนิด การสูบบุหรี่ยิ่งสูบนานเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงต่อโรคภัยที่บั่นทอนชีวิตให้สั้นลง โดยบุหรี่ทำให้อายุสั้นลงโดยเฉลี่ย 13.2 ปีในผู้ชาย และ 14.5 ปีในผู้หญิง นอกจากนี้ ข้อมูลสำรวจโรคสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ.2560 ยังพบว่า กรุงเทพมหานคร ปี 2559 มีผู้สูบบุหรี่ประมาณ 1 ล้านคน มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากบุหรี่ ประมาณ 6,000 คน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อการเสียเงินในการซื้อบุหรี่มาสูบ ประมาณ 1,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยต่อครั้ง 130,000 บาท ความชุกชั่วชีวิตของภาวะการติดบุหรี่ในประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 14.9 ในปี 2557

บุหรี่นำพาโรคอะไรมาบ้าง?
ในแต่ละปี บุหรี่ได้คร่าชีวิตประชากรทั่วโลก ปีละประมาณ 6 ล้านคน ในจำนวนนี้มีมากกว่า 6 แสนคน เสียชีวิตจากการสูดดมควันบุหรี่ ซึ่งบุหรี่นำมาสู่โรคอันตรายต่างๆ เช่น

  • โรคหัวใจ
  • มะเร็งปอด
  • มะเร็งในช่องปาก
  • มีผลต่อหลอดเลือด
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • มีผลต่อเด็กทารกในครรภ์ ทำให้มารดาตั้งครรภ์เสี่ยงต่อการแท้งบุตร คลอดบุตรเสียชีวิต
  • ทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลง
    เป็นต้น

หากอยากเลิกบุหรี่ทำอย่างไร?
การติดบุหรี่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันได้ บริการช่วยเลิกบุหรี่โดยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์หรือบุคลากรวิชาชีพสุขภาพ เป็นหนึ่งช่องทางในการเลิกบุหรี่ หลายคนเข้าไม่ถึงบริการในการช่วยเลิกบุหรี่ จึงเลือกวิธีการเลิกแบบหักดิบ ซึ่งมีอัตราความสำเร็จต่ำและมีโอกาสกลับไปสูบบุหรี่ซ้ำ ผู้ที่มีภาวะถอนบุหรี่ คือ ผู้ที่หยุดสูบบุหรี่หรือลดปริมาณการสูบบุหรี่ทันที จะมีอาการที่ตามมาด้วยอย่างน้อย 4 อาการ เกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง อาทิ หงุดหงิด เครียด โมโห อาการวิตกกังวล สมาธิไม่ดี มีความอยากอาหารเพิ่ม กระสับกระส่าย ซึมเศร้า นอนไม่หลับ ดังนั้นการได้รับการรักษาจากแพทย์ เป็นทางเลือกที่สามารถเลิกบุหรี่ได้โดยแท้จริง

โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งแพทย์จะประเมินความประสงค์และความพร้อมในการเลิกบุหรี่ ประเมินความรุนแรงของการติดบุหรี่ ปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้สูบบุหรี่ รวมถึงจะได้รับการช่วยเหลือและบำบัดรักษา อย่างเหมาะสม และจะมีการนัดติดตามอาการและผลการเลิกบุหรี่อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันมียาหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพทำให้อัตราการเลิกบุหรี่สำเร็จเพิ่มขึ้น แบ่งเป็น 2 กลุ่ม

สารนิโคตินทดแทน ซึ่งจะช่วยลดอาการอยากบุหรี่ให้ลดลง และลดอาการถอนนิโคติน ในประเทศไทยมียาในรูปแบบหมากฝรั่งและแบบแผ่นติดผิวหนัง

ยากลุ่มที่ไม่มีส่วนผสมของนิโคติน ได้แก่ nortriptyline buproprion SR varenicline ยาเหล่านี้มีฤทธิ์ช่วยลดอาการอยากบุหรี่ได้ และทำให้ผู้สูบบุหรี่สามารถเลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้น โดยทั่วไปผู้ป่วยจะได้รับทานประมาณ 8-12 สัปดาห์
กรณีที่ผู้ติดบุหรี่ได้พยายามเลิกบุหรี่แล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จอาจรู้สึกท้อแท้ได้ เนื่องจากธรรมชาติของโรคติดบุหรี่เป็นโรคเรื้อรังที่เป็นๆ หายๆ ขอเพียงแต่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง ในกรณีดังกล่าวการเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์หรือบุคลากรวิชาชีพทางสาธารณสุข เพื่อรับคำแนะนำหรือรับยาจะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการเลิกบุหรี่เพิ่มขึ้น

อาหารเสริมบำรุงตับดีต่อตับจริงหรือไม่ ?

สมัยนี้มีแต่คนรักสุขภาพกับทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ค่อนข้างที่จะหันมาดูแลสุขภาพกันทั้งนั้น เพราะการดูแลร่างกายมันจำเป็นมาก แต่เราจะดูแลแต่ภายนอกไม่ได้ เราต้องดูแลภายในอีกด้วย เรียกได้ว่าถ้าดูแลอย่างทั่วถึงทั้งภายในและภายนอก เราจะมีชีวิตที่ยาวนานมากขึ้น การดูแลภายในก็สามารถทำได้ด้วยการทานอาหารเสริม ซึ่งมีหลากหลายประเภทที่เราจะบำรุง อาทิเช่น อาหารเสริมบำรุงตับ ที่สามารถดูแลตับได้ดีให้อยู่กับเราได้นาน เพราะตับก็เป็นส่วนสำคัญมากกับร่างกายของคนเรา

 

กลุ่มยาที่มีผลต่อตับ

เนื่องจากปัจจุบัน ร้านขายยามีมากมาย ทำให้ง่ายต่อการดำรงชีวิต คนเราสามารถซื้อยากันได้อย่างอิสระ ร้านขายยาที่แค่มีเพียงเภสัชกรก็สามารถจำหน่ายยาพื้นฐานได้แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าการที่เราไปซื้อยาโดยไม่ได้รับการตรวจอย่างละเอียด ส่งผลให้มีคนมากมายมีอาการไม่หายขาดจากโรค เนื่องจากไม่ได้รับยารักษาที่ถูกต้อง จะกล่าวว่าเป็นความผิดของเภสัชกรก็ไม่ถูกซะทีเดียว เนื่องจากเภสัชกรมีหน้าที่จำหน่ายยาเพียงเท่านั้น โดยวิเคราะห์เบื้องต้นจากผู้ป่วยด้วยการบอกอาการไม่กี่อย่างเท่านั้น ดังนั้น หากเราต้องการที่จะไปซื้อยาเอง หรือไม่อยากจะไปโรงพยาบาลให้หมอตรวจ ก็ควรจะศึกษาไว้ด้วยว่า ยาพื้นฐานทั่วไปนั้นต้องกินประมาณไหนถึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด หรือว่ายาชนิดไหนที่มีพิษต่อตับ วันนี้เราจะมาให้ข้อมูลยาที่เป็นพื้นฐาน 2 ข้อ ได้แก่ พาราเซตามอล (paracetamol) ซึ่งเป็นยาแก้ปวดลดไข้ทั่วไป และยาที่มีส่วนผสมของคีโตโคนาโซล (ketoconazole) ชนิดรับประทานใช้เป็นยาต้านเชื้อรา เนื่องจากยาดังกล่าวหากมีการใช้งานอย่างไม่ถูกต้องจะมีผลร้ายแรงเรื้อรัง จะเกิดพิษต่อตับ และอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ สาเหตุที่เลือกยาทั้ง 2 ชนิด เนื่องจาก

 

  • พาราเซตามอล มีรายงานเป็นพิษต่อตับทั่วโลก ซึ่งต่างประเทศมีมาตรการเพื่อความเข้มงวด มีรายงานเด็กได้รับอุบัติเหตุจากการบริโภคยาชนิดนี้ ซึ่งการบริโภค ไม่ควรเกิน 3-4 เม็ดเท่านั้น (ไม่เกิน 4,000 มก.ต่อวันในผู้ใหญ่) หากเกินและสะสมเป็นเวลานาน อาจจะมีอาการตับวายได้

 

  • คีโตโคนาโซล มีรายงานเป็นพิษต่อตับทั่วโลก ต่างประเทศก็มีมาตรการควบคุมเช่นกัน บริษัทแม่เท่านั้นที่ยกเลิกทะเบียน แต่บริษัทอื่นในประเทศยังคงขายอยู่ โดยมีถึง 89 ทะเบียนในตำรับยา ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรักษาอาการเชื้อรา แนะนำให้ใช้ยาตัวอื่นไปก่อนเลย อาจจะแพงกว่า แต่ก็ไม่มีผลร้ายต่อตับ

 

นอกจากนี้สมุนไพรบางตัวก็ควรระวังเรื่องตับอักเสบ หากใช้ผิดวิธี เช่น ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ขี้เหล็ก เหดเผาะ(หากเก็บไม่ถูกวิธีก็พบผู้ป่วยที่กินแล้วตับอักเสบได้)

ทำความเข้าใจมะเร็งเต้านม

มาทำความรู้จักระยะของมะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านมนั้น เกิดจากเนื้อเยื่อของเต้านมที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งใต้ผิวหนัง ซึ่งคล้ายกับโรคมะเร็งอื่นๆ

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งและระยะเวลาของโรคนั้น จะช่วยให้คุณทราบถึงการแพร่กระจายของมะเร็ง เพื่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำการตรวจวินิจฉัย และวางแผนการรักษาระยะของมะเร็งเต้านมได้ถูกต้องและแม่นยำ

แพทย์จะทำการตัดเนื้อเยื่อจากเต้านมเพื่อมาตรวจสอบ และตรวจต่อมน้ำเหลืองบริเวณใต้รักแร้ จากนั้นผลการตรวจวินิจฉัยก็จะสามารถบ่งชี้ ถึงระยะของมะเร็งและข นาดของก้อนเนื้องอกได้

ข้อมูลด้านล่างนี้เป็นตัวช่วยเพื่อความเข้าใจขนาดและระยะเวลาของก้อนมะเร็ง

ก้อนมะเร็งขนาด 1 ซม. = ขนาดของเมล็ดข้าวโพด
ก้อนมะเร็งขนาด 2 ซม. = ขนาดเมล็ดถั่ว
ก้อนมะเร็งขนาด 3 ซม. = ขนาดปกติของสตรอเบอรี่
ก้อนมะเร็งขนาด 5 ซม. = ขนาดของมะนาวลูกเล็ก
ในเบื้องต้นนั้น ลักษณะของก้อนเนื้องอก จะสามารถวัดขนาดได้ 1 ถึง 2 ซม. หรือ ¾ นิ้ว ขึ้นไป

มะเร็งระยะที่ 1 : ระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการ
ก้อนเนื้องอกจะมีขนาดเล็กกว่า 2 ซม. (¾ นิ้ว)
มะเร็งยังไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งยังไม่ลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ

มะเร็งระยะที่ 2 : ก้อนมะเร็งจะโตกว่าระยะ 1 และอาจยังไม่แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย
ขนาดของก้อนมะเร็งมีขนาดประมาณ 2 ถึง 5 ซม.
มะเร็งอาจจะลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ได้
การลุกลามของมะเร็งอาจจะกระจายไปต่อมน้ำเหลืองและบริเวณที่อยู่ใกล้
ก้อนมะเร็งที่มีขนาดมากกว่า 5 ซม.
มะเร็งอาจจะลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ได้
ก้อนมะเร็งอาจยังไม่ปรากฎในเต้านม อย่างไรก็ตาม เซลล์มะเร็งอาจจะกระจายไปถึง ต่อมน้ำเหลืองแล้ว

มะเร็งระยะที่ 3 : การลุกลามของเซลล์มะเร็งอาจจะอยู่กับที่หรืออาจไปถึงต่อมน้ำเหลืองที่คอ
ขนาดของก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กกว่า 5 ซม. (2นิ้ว)
ไม่มีก้อนที่เต้านม แต่มีมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองและบริเวณที่อยู่ใกล้
เนื้องอกมีขนาดเล็กกว่า 5 ซมและมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้
มะเร็งที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. (2นิ้ว)
เนื้องอกมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่นกล้ามเนื้อหรือผิวหนัง
มะเร็งแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองที่คอ
มะเร็งแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียง หรือต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้
หมายเหตุ : มะเร็งผิวหนังที่เกิดขึ้นบริเวณเต้านมเป็นอีกหนึ่งของโรคมะเร็งเต้านม และสามารถจัดเป็นมะเร็งระยะที่ 3 ได้ เนื่องจากไม่มีเนื้องอกปรากฎ เซลล์มะเร็งชนิดนี้จะหดอยู่ในท่อน้ำเหลือง ซึ่งจะทำให้บริเวณผิวหนังของเต้านมมีรอยบุ๋ม ย่น หดตัว หนาผิดปกติ บางส่วนมีสะเก็ด หัวนมมีการหดตัว คัน หรือแดงผิดปกติ

มะเร็งระยะที่ 4 : มะเร็ง ในระยะนี้ได้แพร่กระจายไปส่วนอื่นของร่างกาย และเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เซลล์จะแบ่งตัวไม่หยุด
ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ได้ ดัง นั้นเซลล์จะแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่ใกล้เคียงและแพร่ไปยังอวัยวะอื่นๆ โดยอาจจะไปตามกระแสเลือด หรือทางน้ำเหลือง เราเรียกการแพร่กระจายนี้ว่า “Metastasis” มะเร็งเต้านมในระยะสุดท้ายถือเป็นระยะที่ร้ายแรง และอาจถึงเสียชีวิตได้ การได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้ช่วยชาญด้านโรคมะเร็งอย่างต่อเนื่องจะสามารถ ช่วยให้อาการทุเลาลงได้

5 อาการบาดเจ็บที่เกิดจากการวิ่ง

  • กระดูกอ่อนข้อเข่าอักเสบ (Runner’s Knee)
    มีอาการบาดเจ็บรอบๆ ลูกสะบ้าหัวเข่า อาการจะเป็นมากถ้าวิ่งขึ้นหรือลงเขา ขึ้น-ลง บันได นั่งนานๆ แล้วลุกขึ้น ปวดข้อพับด้านหลังข้อเข่า มักเกิดจากสาเหตุจากการวิ่งในลักษณะขึ้น-ลงเขา การเพิ่มระยะทางการวิ่ง มีปัญหาเรื่องความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางร่างกาย (Core Body Muscle) เท้าแบน กล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) ไม่แข็งแรง บางครั้งเวลาเดินจะมีเสียงดังในข้อเข่า

 

  • เอ็นรองฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis)
    มีอาการเจ็บแปล๊บที่ส้นเท้า อาการจะเป็นมากเวลาตื่นนอน หรือนั่งนานๆ แต่เมื่อเดินมากขึ้นอาการจะค่อยๆ ดีขึ้น เมื่ออาการรุนแรงขึ้นจะเจ็บบริเวณส้นเท้าอยู่ตลอดเวลา

 

  • เอ็นต้นขาด้านข้างอักเสบ (Iliotibial Band Syndrome : IT Band)
    IT Band เป็นเอ็นที่อยู่ด้านข้างของกล้ามเนื้อต้นขา ทุกครั้งที่วิ่ง IT Band จะมีการหดและยืดทุกก้าวที่วิ่ง อาการจะเจ็บที่สะโพกด้านข้าง ต้นขาด้านข้างและเข่าด้านข้าง

 

  • กล้ามเนื้อหน้าแข้งอักเสบ (Shin Splints)
    มีอาการปวด กดเจ็บที่กระดูกหน้าแข้ง โดยเฉพาะหลังวิ่ง สาเหตุมาจากการเพิ่มระยะเวลาการวิ่ง ระยะทางการวิ่ง นอกจากนี้คนที่มีเท้าแบนหรือวิ่งบนพื้นผิวที่แข็งเกินไป รวมทั้งการใส่รองเท้าที่สึกหรอ หมดสภาพก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหน้าแข้งอักเสบได้

 

  • เอ็นร้อยหวายอักเสบ (Achilles Tendinitis)
    มีอาการเจ็บ บวมแดง บริเวณเอ็นร้อยหวาย อาจเจ็บลามไปถึงกล้ามเนื้อน่อง สาเหตุหลักเกิดจากเอ็นร้อยหวายไม่ยืดหยุ่น ขาดการยืดเหยียด (Stretching) ที่พอเพียงก่อนการวิ่ง รวมทั้งการเพิ่มระยะเวลาและระยะทางอย่างรวดเร็วเกินไป

งดของทอดสุดโปรดของคุณ เพื่อสุขภาพที่ดี

ของทอดกับคนไทยมองดูยังไงก็เป็นของคู่กันเพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เจอแต่ร้านขายของทอด อาทิ ปาท่องโก๋ในตอนเช้า ลูกชิ้นระเบิดในตอนบ่าย หรือแม้แต่กับข้าวต่างๆ อย่างปลาทอด ไก่ทอด ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะให้เลิกกิน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าหากคุณลด ละ เลิกการกินของทอดได้ ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนฉับพลันทันที แล้วเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างไปดูกันดีกว่า

ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไรหากเราลดการกินของทอด?

  1. คลอเรสเตอรอลในร่างกายจะคงที่หรือต่ำลง – การกินของทอดเป็นการเพิ่มคอลเรสเตอรอลให้สูงขึ้น เพราะนอกจากจะต้องนำไปชุบแป้งทอดกรอบที่เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ทำให้คอลเรสเตอรอลสูงแล้ว การทอดอาหารในน้ำมันยังจะทำให้อาหารดูดซับน้ำมันเนื่องจากอาหารได้สูญเสียน้ำไปแล้วอีกด้วย
  2. ผอมเพรียวทุกสัดส่วน – เพราะการกินของทอดจะส่งผลต่อฮอร์โมนในร่างกายเกี่ยวกับความอยากอาหาร การสะสมไขมันทำให้เกิดภาวะอ้วนง่าย ดังนั้น หากเราลดการกินก็จะเท่ากับเป็นการลดฮอร์โมนความอยากลง ก็จะไม่อ้วน ไขมันไม่สะสมในร่างกาย
  3. ปลอดโรคภัย – การกินของทอดจะเป็นการสะสมโรคต่างๆ ทำให้ร่างกายรับพลังงานมากเกินไป ไม่พอดี เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ที่เกิดจากผลกระทบของไขมันทรานส์สะสมในร่างกายเป็นเวลานาน ซึ่งไขมันทรานส์เป็นการเติมไฮโดรเจนลงในน้ำมันเพื่อแปลงสภาพไขมันอิ่มตัว พอน้ำมันเปลี่ยนแปลงไปร่างกายก็จะไม่สามารถสลายไขมันนี้ได้ หรือโรคมะเร็ง ที่ของทอดจะมีสารอะคริลาไมด์ จากการทำให้สุกด้วยความร้อนสูงเกินไป นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ
  4. ลดของทอดลดสิว – สำหรับใครที่เป็นสิวหนักมาก แล้วกชอบแสนชอบของทอดคงหยุดหยุดฟังทางนี้ เพราะด้วยความที่สิวเกิดจากไขมันส่วนเกินอุดตันที่ผิวหนัง อุดตันรูขุมขน ยิ่งกินของทอดยิ่งเป็นการกระตุ้นความมันให้กับสภาพผิวนั่นเอง ดังนั้นหากลดของทอดลงได้ก็จะช่วยให้ลดความมัน หรือไขมันบนใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณปาก คาง จมูก
    มีเงินเก็บมากขึ้น – ข้อนี้ไม่ได้ล้อเล่น เพราะการกินของทอดอย่างที่บอกว่าเป็นการเพิ่มความอยากในร่างกาย กินเท่าไรก็ไม่หยุด พอกินหมดยังไม่อิ่มก็ต้องซื้อมากินอีก ดังนั้นหากเราสามารถลดของทอดลงได้ก็จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้

จริงๆ แล้วการลดของทอดเป็นสิ่งที่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรหากิจกรรมอย่างอื่นทำควบคู่ไปด้วย เช่น ออกกำลังกาย เลือกกินอาหารชนิดอื่นๆ ทดแทน ฯลฯ เพื่อเปลี่ยนจุดสนใจให้กับตัวเรานั่นเอง

โรคลายม์ อันตรายจากการโดนเห็บกัด

โรคลายม์ (Lyme disease) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Borrelia Burgdorferi โดยคนสามารถติดเชื้อนี้ได้จากการถูกเห็บกัด โรคนี้พบในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย โดยมีรายงานมากในรัฐทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา (Northeastern and north-central) และยุโรป ได้แก่ ประเทศ ออสเตรีย เอสโตเนีย ลิทัวเนีย เนเธอร์แลนด์ สโลวีเนีย กิจกรรมที่มีความเสี่ยงที่จะถูกเห็บกัดและสัมผัสโรคนี้ ได้แก่ การเดินป่า ตั้งแคมป์ ทำสวน โดยเห็บจะแพร่เชื้อหลังจากเกาะบนร่างกายของคน 36-48 ชม.

อาการของโรคจะแสดงใน 1-4 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อ อาการเริ่มต้นได้แก่

  • มีผื่นวงสีแดงบริเวณที่เห็บกัดซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของโรคนี้ (Erythema migrans)
  • มีไข้
  • ปวดเมื่อยตัว
  • ปวดศีรษะ
  • ต่อมน้ำเหลืองโต

ต่อมาอาจมีอาการทางระบบต่าง ๆ ได้แก่ ระบบประสาท เช่น หน้าเบี้ยว อ่อนแรง ปลายมือปลายเท้าชาหรือเจ็บแปลบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ ความจำถดถอย วงจรการนอนผิดปกติ ระบบหัวใจ ได้แก่ การเต้นของหัวใจผิดปกติ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ปวดข้อ ข้ออักเสบ

โรคนี้รักษาได้โดยให้ยาฆ่าเชื้อ ซึ่งต้องให้นาน 10-28 วัน ขึ้นกับอาการแสดงและระยะของโรค

การป้องกัน ทำได้โดยป้องกันไม่ให้เห็บกัด ได้แก่

  • สวมเสื้อแขนยาว ขายาว คลุมผิวหนังเพื่อป้องกันไม่ให้เห็บกัด
  • ใช้ยากันยุงและแมลงที่มีส่วนผสมของ DEET ซึ่งจะช่วยป้องกันเห็บได้
  • หลังจากกลับมาจากป่า ให้รีบถอดเสื้อผ้าสำรวจร่างกายว่ามีเห็บเกาะหรือไม่ ถ้ามีให้ใช้แหนบดึงออกโดยจับที่หัวหรือปากของหมัดให้ใกล้ผิวหนังที่สุดแล้วดึงขึ้นในแนวตรง

ดังนั้นก่อนจะเดินทางนอกจากวางแผนท่องเที่ยวแล้วอย่าลืมเตรียมตัวด้านสุขภาพ โดยศึกษาว่าที่ที่เราจะไปมีโรคอะไรที่ต้องระวังบ้าง และกลับมาหากพบว่ามีอาการป่วยให้รีบพบแพทย์และอย่าลืมแจ้งประวัติการเดินทางเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและแนวทางการรักษาโรคต่อไป