อาหารเสริมบำรุงตับดีต่อตับจริงหรือไม่ ?

สมัยนี้มีแต่คนรักสุขภาพกับทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ค่อนข้างที่จะหันมาดูแลสุขภาพกันทั้งนั้น เพราะการดูแลร่างกายมันจำเป็นมาก แต่เราจะดูแลแต่ภายนอกไม่ได้ เราต้องดูแลภายในอีกด้วย เรียกได้ว่าถ้าดูแลอย่างทั่วถึงทั้งภายในและภายนอก เราจะมีชีวิตที่ยาวนานมากขึ้น การดูแลภายในก็สามารถทำได้ด้วยการทานอาหารเสริม ซึ่งมีหลากหลายประเภทที่เราจะบำรุง อาทิเช่น อาหารเสริมบำรุงตับ ที่สามารถดูแลตับได้ดีให้อยู่กับเราได้นาน เพราะตับก็เป็นส่วนสำคัญมากกับร่างกายของคนเรา

 

กลุ่มยาที่มีผลต่อตับ

เนื่องจากปัจจุบัน ร้านขายยามีมากมาย ทำให้ง่ายต่อการดำรงชีวิต คนเราสามารถซื้อยากันได้อย่างอิสระ ร้านขายยาที่แค่มีเพียงเภสัชกรก็สามารถจำหน่ายยาพื้นฐานได้แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าการที่เราไปซื้อยาโดยไม่ได้รับการตรวจอย่างละเอียด ส่งผลให้มีคนมากมายมีอาการไม่หายขาดจากโรค เนื่องจากไม่ได้รับยารักษาที่ถูกต้อง จะกล่าวว่าเป็นความผิดของเภสัชกรก็ไม่ถูกซะทีเดียว เนื่องจากเภสัชกรมีหน้าที่จำหน่ายยาเพียงเท่านั้น โดยวิเคราะห์เบื้องต้นจากผู้ป่วยด้วยการบอกอาการไม่กี่อย่างเท่านั้น ดังนั้น หากเราต้องการที่จะไปซื้อยาเอง หรือไม่อยากจะไปโรงพยาบาลให้หมอตรวจ ก็ควรจะศึกษาไว้ด้วยว่า ยาพื้นฐานทั่วไปนั้นต้องกินประมาณไหนถึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด หรือว่ายาชนิดไหนที่มีพิษต่อตับ วันนี้เราจะมาให้ข้อมูลยาที่เป็นพื้นฐาน 2 ข้อ ได้แก่ พาราเซตามอล (paracetamol) ซึ่งเป็นยาแก้ปวดลดไข้ทั่วไป และยาที่มีส่วนผสมของคีโตโคนาโซล (ketoconazole) ชนิดรับประทานใช้เป็นยาต้านเชื้อรา เนื่องจากยาดังกล่าวหากมีการใช้งานอย่างไม่ถูกต้องจะมีผลร้ายแรงเรื้อรัง จะเกิดพิษต่อตับ และอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ สาเหตุที่เลือกยาทั้ง 2 ชนิด เนื่องจาก

 

  • พาราเซตามอล มีรายงานเป็นพิษต่อตับทั่วโลก ซึ่งต่างประเทศมีมาตรการเพื่อความเข้มงวด มีรายงานเด็กได้รับอุบัติเหตุจากการบริโภคยาชนิดนี้ ซึ่งการบริโภค ไม่ควรเกิน 3-4 เม็ดเท่านั้น (ไม่เกิน 4,000 มก.ต่อวันในผู้ใหญ่) หากเกินและสะสมเป็นเวลานาน อาจจะมีอาการตับวายได้

 

  • คีโตโคนาโซล มีรายงานเป็นพิษต่อตับทั่วโลก ต่างประเทศก็มีมาตรการควบคุมเช่นกัน บริษัทแม่เท่านั้นที่ยกเลิกทะเบียน แต่บริษัทอื่นในประเทศยังคงขายอยู่ โดยมีถึง 89 ทะเบียนในตำรับยา ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรักษาอาการเชื้อรา แนะนำให้ใช้ยาตัวอื่นไปก่อนเลย อาจจะแพงกว่า แต่ก็ไม่มีผลร้ายต่อตับ

 

นอกจากนี้สมุนไพรบางตัวก็ควรระวังเรื่องตับอักเสบ หากใช้ผิดวิธี เช่น ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ขี้เหล็ก เหดเผาะ(หากเก็บไม่ถูกวิธีก็พบผู้ป่วยที่กินแล้วตับอักเสบได้)

ทำความเข้าใจมะเร็งเต้านม

มาทำความรู้จักระยะของมะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านมนั้น เกิดจากเนื้อเยื่อของเต้านมที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งใต้ผิวหนัง ซึ่งคล้ายกับโรคมะเร็งอื่นๆ

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งและระยะเวลาของโรคนั้น จะช่วยให้คุณทราบถึงการแพร่กระจายของมะเร็ง เพื่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำการตรวจวินิจฉัย และวางแผนการรักษาระยะของมะเร็งเต้านมได้ถูกต้องและแม่นยำ

แพทย์จะทำการตัดเนื้อเยื่อจากเต้านมเพื่อมาตรวจสอบ และตรวจต่อมน้ำเหลืองบริเวณใต้รักแร้ จากนั้นผลการตรวจวินิจฉัยก็จะสามารถบ่งชี้ ถึงระยะของมะเร็งและข นาดของก้อนเนื้องอกได้

ข้อมูลด้านล่างนี้เป็นตัวช่วยเพื่อความเข้าใจขนาดและระยะเวลาของก้อนมะเร็ง

ก้อนมะเร็งขนาด 1 ซม. = ขนาดของเมล็ดข้าวโพด
ก้อนมะเร็งขนาด 2 ซม. = ขนาดเมล็ดถั่ว
ก้อนมะเร็งขนาด 3 ซม. = ขนาดปกติของสตรอเบอรี่
ก้อนมะเร็งขนาด 5 ซม. = ขนาดของมะนาวลูกเล็ก
ในเบื้องต้นนั้น ลักษณะของก้อนเนื้องอก จะสามารถวัดขนาดได้ 1 ถึง 2 ซม. หรือ ¾ นิ้ว ขึ้นไป

มะเร็งระยะที่ 1 : ระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการ
ก้อนเนื้องอกจะมีขนาดเล็กกว่า 2 ซม. (¾ นิ้ว)
มะเร็งยังไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งยังไม่ลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ

มะเร็งระยะที่ 2 : ก้อนมะเร็งจะโตกว่าระยะ 1 และอาจยังไม่แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย
ขนาดของก้อนมะเร็งมีขนาดประมาณ 2 ถึง 5 ซม.
มะเร็งอาจจะลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ได้
การลุกลามของมะเร็งอาจจะกระจายไปต่อมน้ำเหลืองและบริเวณที่อยู่ใกล้
ก้อนมะเร็งที่มีขนาดมากกว่า 5 ซม.
มะเร็งอาจจะลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ได้
ก้อนมะเร็งอาจยังไม่ปรากฎในเต้านม อย่างไรก็ตาม เซลล์มะเร็งอาจจะกระจายไปถึง ต่อมน้ำเหลืองแล้ว

มะเร็งระยะที่ 3 : การลุกลามของเซลล์มะเร็งอาจจะอยู่กับที่หรืออาจไปถึงต่อมน้ำเหลืองที่คอ
ขนาดของก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กกว่า 5 ซม. (2นิ้ว)
ไม่มีก้อนที่เต้านม แต่มีมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองและบริเวณที่อยู่ใกล้
เนื้องอกมีขนาดเล็กกว่า 5 ซมและมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้
มะเร็งที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. (2นิ้ว)
เนื้องอกมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่นกล้ามเนื้อหรือผิวหนัง
มะเร็งแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองที่คอ
มะเร็งแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียง หรือต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้
หมายเหตุ : มะเร็งผิวหนังที่เกิดขึ้นบริเวณเต้านมเป็นอีกหนึ่งของโรคมะเร็งเต้านม และสามารถจัดเป็นมะเร็งระยะที่ 3 ได้ เนื่องจากไม่มีเนื้องอกปรากฎ เซลล์มะเร็งชนิดนี้จะหดอยู่ในท่อน้ำเหลือง ซึ่งจะทำให้บริเวณผิวหนังของเต้านมมีรอยบุ๋ม ย่น หดตัว หนาผิดปกติ บางส่วนมีสะเก็ด หัวนมมีการหดตัว คัน หรือแดงผิดปกติ

มะเร็งระยะที่ 4 : มะเร็ง ในระยะนี้ได้แพร่กระจายไปส่วนอื่นของร่างกาย และเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เซลล์จะแบ่งตัวไม่หยุด
ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ได้ ดัง นั้นเซลล์จะแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่ใกล้เคียงและแพร่ไปยังอวัยวะอื่นๆ โดยอาจจะไปตามกระแสเลือด หรือทางน้ำเหลือง เราเรียกการแพร่กระจายนี้ว่า “Metastasis” มะเร็งเต้านมในระยะสุดท้ายถือเป็นระยะที่ร้ายแรง และอาจถึงเสียชีวิตได้ การได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้ช่วยชาญด้านโรคมะเร็งอย่างต่อเนื่องจะสามารถ ช่วยให้อาการทุเลาลงได้

5 อาการบาดเจ็บที่เกิดจากการวิ่ง

  • กระดูกอ่อนข้อเข่าอักเสบ (Runner’s Knee)
    มีอาการบาดเจ็บรอบๆ ลูกสะบ้าหัวเข่า อาการจะเป็นมากถ้าวิ่งขึ้นหรือลงเขา ขึ้น-ลง บันได นั่งนานๆ แล้วลุกขึ้น ปวดข้อพับด้านหลังข้อเข่า มักเกิดจากสาเหตุจากการวิ่งในลักษณะขึ้น-ลงเขา การเพิ่มระยะทางการวิ่ง มีปัญหาเรื่องความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางร่างกาย (Core Body Muscle) เท้าแบน กล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) ไม่แข็งแรง บางครั้งเวลาเดินจะมีเสียงดังในข้อเข่า

 

  • เอ็นรองฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis)
    มีอาการเจ็บแปล๊บที่ส้นเท้า อาการจะเป็นมากเวลาตื่นนอน หรือนั่งนานๆ แต่เมื่อเดินมากขึ้นอาการจะค่อยๆ ดีขึ้น เมื่ออาการรุนแรงขึ้นจะเจ็บบริเวณส้นเท้าอยู่ตลอดเวลา

 

  • เอ็นต้นขาด้านข้างอักเสบ (Iliotibial Band Syndrome : IT Band)
    IT Band เป็นเอ็นที่อยู่ด้านข้างของกล้ามเนื้อต้นขา ทุกครั้งที่วิ่ง IT Band จะมีการหดและยืดทุกก้าวที่วิ่ง อาการจะเจ็บที่สะโพกด้านข้าง ต้นขาด้านข้างและเข่าด้านข้าง

 

  • กล้ามเนื้อหน้าแข้งอักเสบ (Shin Splints)
    มีอาการปวด กดเจ็บที่กระดูกหน้าแข้ง โดยเฉพาะหลังวิ่ง สาเหตุมาจากการเพิ่มระยะเวลาการวิ่ง ระยะทางการวิ่ง นอกจากนี้คนที่มีเท้าแบนหรือวิ่งบนพื้นผิวที่แข็งเกินไป รวมทั้งการใส่รองเท้าที่สึกหรอ หมดสภาพก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหน้าแข้งอักเสบได้

 

  • เอ็นร้อยหวายอักเสบ (Achilles Tendinitis)
    มีอาการเจ็บ บวมแดง บริเวณเอ็นร้อยหวาย อาจเจ็บลามไปถึงกล้ามเนื้อน่อง สาเหตุหลักเกิดจากเอ็นร้อยหวายไม่ยืดหยุ่น ขาดการยืดเหยียด (Stretching) ที่พอเพียงก่อนการวิ่ง รวมทั้งการเพิ่มระยะเวลาและระยะทางอย่างรวดเร็วเกินไป

งดของทอดสุดโปรดของคุณ เพื่อสุขภาพที่ดี

ของทอดกับคนไทยมองดูยังไงก็เป็นของคู่กันเพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เจอแต่ร้านขายของทอด อาทิ ปาท่องโก๋ในตอนเช้า ลูกชิ้นระเบิดในตอนบ่าย หรือแม้แต่กับข้าวต่างๆ อย่างปลาทอด ไก่ทอด ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะให้เลิกกิน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าหากคุณลด ละ เลิกการกินของทอดได้ ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนฉับพลันทันที แล้วเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างไปดูกันดีกว่า

ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไรหากเราลดการกินของทอด?

  1. คลอเรสเตอรอลในร่างกายจะคงที่หรือต่ำลง – การกินของทอดเป็นการเพิ่มคอลเรสเตอรอลให้สูงขึ้น เพราะนอกจากจะต้องนำไปชุบแป้งทอดกรอบที่เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ทำให้คอลเรสเตอรอลสูงแล้ว การทอดอาหารในน้ำมันยังจะทำให้อาหารดูดซับน้ำมันเนื่องจากอาหารได้สูญเสียน้ำไปแล้วอีกด้วย
  2. ผอมเพรียวทุกสัดส่วน – เพราะการกินของทอดจะส่งผลต่อฮอร์โมนในร่างกายเกี่ยวกับความอยากอาหาร การสะสมไขมันทำให้เกิดภาวะอ้วนง่าย ดังนั้น หากเราลดการกินก็จะเท่ากับเป็นการลดฮอร์โมนความอยากลง ก็จะไม่อ้วน ไขมันไม่สะสมในร่างกาย
  3. ปลอดโรคภัย – การกินของทอดจะเป็นการสะสมโรคต่างๆ ทำให้ร่างกายรับพลังงานมากเกินไป ไม่พอดี เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ที่เกิดจากผลกระทบของไขมันทรานส์สะสมในร่างกายเป็นเวลานาน ซึ่งไขมันทรานส์เป็นการเติมไฮโดรเจนลงในน้ำมันเพื่อแปลงสภาพไขมันอิ่มตัว พอน้ำมันเปลี่ยนแปลงไปร่างกายก็จะไม่สามารถสลายไขมันนี้ได้ หรือโรคมะเร็ง ที่ของทอดจะมีสารอะคริลาไมด์ จากการทำให้สุกด้วยความร้อนสูงเกินไป นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ
  4. ลดของทอดลดสิว – สำหรับใครที่เป็นสิวหนักมาก แล้วกชอบแสนชอบของทอดคงหยุดหยุดฟังทางนี้ เพราะด้วยความที่สิวเกิดจากไขมันส่วนเกินอุดตันที่ผิวหนัง อุดตันรูขุมขน ยิ่งกินของทอดยิ่งเป็นการกระตุ้นความมันให้กับสภาพผิวนั่นเอง ดังนั้นหากลดของทอดลงได้ก็จะช่วยให้ลดความมัน หรือไขมันบนใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณปาก คาง จมูก
    มีเงินเก็บมากขึ้น – ข้อนี้ไม่ได้ล้อเล่น เพราะการกินของทอดอย่างที่บอกว่าเป็นการเพิ่มความอยากในร่างกาย กินเท่าไรก็ไม่หยุด พอกินหมดยังไม่อิ่มก็ต้องซื้อมากินอีก ดังนั้นหากเราสามารถลดของทอดลงได้ก็จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้

จริงๆ แล้วการลดของทอดเป็นสิ่งที่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรหากิจกรรมอย่างอื่นทำควบคู่ไปด้วย เช่น ออกกำลังกาย เลือกกินอาหารชนิดอื่นๆ ทดแทน ฯลฯ เพื่อเปลี่ยนจุดสนใจให้กับตัวเรานั่นเอง

โรคลายม์ อันตรายจากการโดนเห็บกัด

โรคลายม์ (Lyme disease) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Borrelia Burgdorferi โดยคนสามารถติดเชื้อนี้ได้จากการถูกเห็บกัด โรคนี้พบในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย โดยมีรายงานมากในรัฐทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา (Northeastern and north-central) และยุโรป ได้แก่ ประเทศ ออสเตรีย เอสโตเนีย ลิทัวเนีย เนเธอร์แลนด์ สโลวีเนีย กิจกรรมที่มีความเสี่ยงที่จะถูกเห็บกัดและสัมผัสโรคนี้ ได้แก่ การเดินป่า ตั้งแคมป์ ทำสวน โดยเห็บจะแพร่เชื้อหลังจากเกาะบนร่างกายของคน 36-48 ชม.

อาการของโรคจะแสดงใน 1-4 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อ อาการเริ่มต้นได้แก่

  • มีผื่นวงสีแดงบริเวณที่เห็บกัดซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของโรคนี้ (Erythema migrans)
  • มีไข้
  • ปวดเมื่อยตัว
  • ปวดศีรษะ
  • ต่อมน้ำเหลืองโต

ต่อมาอาจมีอาการทางระบบต่าง ๆ ได้แก่ ระบบประสาท เช่น หน้าเบี้ยว อ่อนแรง ปลายมือปลายเท้าชาหรือเจ็บแปลบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ ความจำถดถอย วงจรการนอนผิดปกติ ระบบหัวใจ ได้แก่ การเต้นของหัวใจผิดปกติ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ปวดข้อ ข้ออักเสบ

โรคนี้รักษาได้โดยให้ยาฆ่าเชื้อ ซึ่งต้องให้นาน 10-28 วัน ขึ้นกับอาการแสดงและระยะของโรค

การป้องกัน ทำได้โดยป้องกันไม่ให้เห็บกัด ได้แก่

  • สวมเสื้อแขนยาว ขายาว คลุมผิวหนังเพื่อป้องกันไม่ให้เห็บกัด
  • ใช้ยากันยุงและแมลงที่มีส่วนผสมของ DEET ซึ่งจะช่วยป้องกันเห็บได้
  • หลังจากกลับมาจากป่า ให้รีบถอดเสื้อผ้าสำรวจร่างกายว่ามีเห็บเกาะหรือไม่ ถ้ามีให้ใช้แหนบดึงออกโดยจับที่หัวหรือปากของหมัดให้ใกล้ผิวหนังที่สุดแล้วดึงขึ้นในแนวตรง

ดังนั้นก่อนจะเดินทางนอกจากวางแผนท่องเที่ยวแล้วอย่าลืมเตรียมตัวด้านสุขภาพ โดยศึกษาว่าที่ที่เราจะไปมีโรคอะไรที่ต้องระวังบ้าง และกลับมาหากพบว่ามีอาการป่วยให้รีบพบแพทย์และอย่าลืมแจ้งประวัติการเดินทางเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและแนวทางการรักษาโรคต่อไป